วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนขายสุนัข และ ลูกสุนัข 7 ตัว

เช้านี้ได้อีเมล์ดีดี อ่านแล้วรู้สึกดีดี...
ในใจเกิดคำถาม.. ทำไม ทำไม ทำไม
ทำไมคนเกิดมาพร้อมความแตกต่าง
ทำไมคนถึงมองเห็นสิ่งอื่นไร้ค่า
ทำไมคนบางคนถึงเอาคนอื่นเป็นเครื่องมือเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่จุดหมายของตน

.......................................................




มีร้านติดประกาศขายลูกสุนัข7ตัว เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็กๆ แวะเวียนเข้ามาเล่น มาชมลูกสุนัขทุกวันแต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อเพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดีมีราคาค่อนข้างแพง
วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆ ให้แก่ลูกค้าในร้านเด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่ง ก็มากระตุกชายเสื้อเขาเขาก้มลงมอง และถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่
เพื่อนของผมบอกว่า ที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย
ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว
ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ?
อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่ หลังร้านน่ะ
เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดีแล้วผิวปากเรียกสุนักทั้งเจ็ดออกมา
เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมา ทีละตัว
เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้นไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ?
เจ้าของร้านตอบว่า อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัว
เพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดีมันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ๆ ของมันไม่ได้
สิ้นคำเจ้าของร้าน ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมาขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว
มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน
ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ดๆเห็นได้ชัดว่า มันพยายามคลานมาหาเขาหางของมันกระดิกดุ๊กด ิ๊กๆ อยู่ตลอดเวลามันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชายท่าทางจะชอบเขามาก
เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ?
ปกติ อาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ เจ้าของร้านตอบ
เด็กชายนิ่งอึ้งไป ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับเขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น
ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ
เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรีๆ ไปเลย
เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไปก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า ทำไมครับ ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้?
ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อมๆ พี่ๆ น้องๆ ของมัน และอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้วเพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้กระโดดก็ไม่ได้
ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะลองดูตัวอื่นดีไหม?
เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า คุณอาดูอะไรนี่สิครับว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้น
เจ้าของร้านจึงได้เห็นว่า ขาของเด็กชายคนนี้ เล็กลีบ เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัข แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้
คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกันผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆวิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ?
เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา
เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า
ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ในราคาสองพันบาท เท่ากับลูกหมาตัวอื่นๆแต่ว่าผมมีเงินไม่พอ ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอาขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือน จนครบสองพันบาทคุณอาจะว่าอย่างไรครับ?
เจ้าของร้านน้ำตาไหลรินทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจพลางกล่าวขอโทษขอโพย ในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป เขาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชายพวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.
.....................
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าตัดสินคุณค่า จากรูปลักษณ์ภายนอก
ที่มา : นิทานสีขาว
เล่าโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา